วิธีการขจัดความเครียด อย่างง่ายและได้ผลดี


ความเครียด (Stress) เป็นสิ่งที่บุคคลต่างๆสามารถที่จะพบเจอได้ และมีสาเหตุมาจากปัญหานานาประการ ซึ่งความเครียดจะอยู่กับบุคคลเหล่านั้นนานหรือสั้นแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับวิธีการรับมือของแต่ละคน แต่อย่าปล่อยมีความเครียดสะสมไว้มากจนเกินสายแก้ เพราะอาจทำให้มีปัญหาทางจิตหรือเป็นโรคเครียดได้ ที่สำคัญผลกระทบที่ตามมาจากโรคเครียดนั้นถือเป็นปัญหาใหญ่เลยทีเดียว ท่านใดที่มีปัญหาหรือกำลังเครียด วันนี้เรามีวิธีคลายเครียดแบบง่ายๆมาฝากกัน
1. ฟังเพลง
สำหรับผู้ที่กำลังเครียดขอแนะนำให้ผ่อนคลายด้วยการฟังเพลงเพราะๆ จังหวะสนุก ๆ หรือเพลงคลาสสิคแนวธรรมชาติ ซึ่งการฟังเพลงจะช่วยบำบัดความเครียดให้ท่านได้เป็นอย่างดี แต่อย่าฟังเพลงเศร้าๆเด็ดขาด เพราะมันจะเป็นการกระตุ้นให้เครียดเพิ่มขึ้นไปใหญ่

2. พูดคุยกับครอบครัว
ครอบครัวคือยาชูกำลังอันยอดเยี่ยมของคนทุกคน หากท่านกำลังเครียด มืดแปดด้าน หันไปมองไม่เจอผู้ใดที่จะให้ท่านได้ระบายความเครียดนั้นได้ ขอให้ท่านนึกถึงครอบครัวของตัวเอง กลับไปหาครอบครัวเพื่อพักผ่อนสมอง และเล่าเกี่ยวกับปัญหาที่พบเจอซึ่งกำลังทำให้ท่านเครียด การระบายความเครียดที่ท่านมีอยู่ให้พวกเขาได้รับฟัง จะทำให้ท่านสามารถรู้สึกดีขึ้นได้ และที่สำคัญคนในครอบครัวอาจจะให้คำแนะนำดีๆเกี่ยวกับวิธีขจัดปัญหาในเรื่องที่ท่านกำลังเครียดอยู่ แก่ท่านได้
3. ไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศ
หากกำลังเครียดกับเรื่องงาน การออกไปเที่ยวพักผ่อนถือเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการไปเที่ยวทะเลซึ่งท่านสามารถไปปลดปล่อยความเครียดด้วยการ ตะโกนริมทะเล เล่นน้ำกับเพื่อนๆ นั่งชิวริมหาด หลับตาฟังเสียงคลื่น การเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศเช่นนี้จะทำให้ท่านรู้สึกดีและสมองโปร่งพร้อมที่จะกลับไปลุยงานอย่างเต็มที่ นอกจากนี้การมาเที่ยวนอกสถานที่อาจทำให้ท่านได้ไอเดียใหม่ๆกลับไปต่อยอดการทำงานอีกด้วย
การทำกิจกรรมเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้ซึ่งกำลังเครียดอยู่ผ่อนคลายลงได้ ลองเช็คตัวเองดูสิ หากท่านกำลังเครียดอยู่พร้อมที่จะขจัดความเครียดออกไปหรือยัง ถ้าพร้อมแล้วลองทำตาม วิธีการที่เรานำเสนอไปรับรองได้เลยว่า ท่านจะรู้สึกผ่อนคลายและหายเครียดเป็นปลิดทิ้ง

โรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุ อาการ วิธีป้องและรักษาโรคพิษสุนัขบ้า


โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ (Hydrophobia) ที่จัดว่าเป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวเราอีกโรคหนึ่ง โดยเฉพาะเหล่าบรรดาผู้ที่รักสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลาย โดยมีสุนัขและแมวเป็นพาหะนำโรคอันดับต้น ๆ ของโรคนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งหากใครที่ติดเชื้อแล้วมักจะเสียชีวิตทุกราย ยังไม่มียารักษา มีเพียงการฉีดวัคซีนป้องกันเท่านั้น โดยจัดเป็นโรคที่มีผู้เสียชีวิตมากถึงปีละกว่าสามหมื่นคนเลยทีเดียวสาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า
– โดนสัตว์ที่เป็นโรคนี้กัดหรือข่วนทำให้เชื้อไวรัสเรบีส์ (Rabies) เข้าสู่บาดแผลบริเวณที่ถูกกัดโดยตรง
– โดนสัตว์ที่ติดเชื้อเลียบริเวณร่างกายที่มีบาดแผล รอยถลอก หรือริมฝีปาก เป็นต้น
อาการของโรคพิษสุนัขบ้า
– ในระยะแรกที่ได้รับเชื้อจะมีอาการอักเสบที่สมองและเยื่อสมอง ทำให้ภายในสองถึงสามวันแรกจะรู้สึกเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย มีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว และจะรู้สึกแสบหรือคันบริเวณแผลที่ถูกสัตว์ที่เป็นโรคเลียหรือกัด
– ต่อมาจะเริ่มรู้สึกหงุดหงิด อยู่ไม่สุข กระสับกระส่าย กระวนกระวาย เริ่มอาละวาด
– จากนั้นต่อมาก็จะเริ่มกลายเป็นโรคซึมเศร้า เกิดความกลัวต่างๆ เช่น กลัวเสียงดัง หรือกลัวน้ำ ไม่ชอบอยู่ในที่ที่มีแสงสว่าง
– รู้สึกกลืนอาหารลำบาก เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณที่ใช้กลืนเกิดการเกร็งตัว
– สุดท้ายจะเกิดอาการชักสลับกับสงบ และถึงขั้นหมดสติ หรือเป็นอัมพาต และเสียชีวิตในที่สุด
วิธีการรักษาและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
– ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคพิษสุนัขบ้า มีเพียงการฉีดวัคซีนป้องกันเท่านั้น และหากเกิดโรคทำได้เพียงดูแลรักษาตามอาการ
– ให้คัดแยกผู้ป่วยออกจากสิ่งเร้าต่างๆ
– ต้องให้อาหารผู้ป่วยทางสายยาง เนื่องจากรับประทานอาหารไม่ได้
– สำหรับผู้ที่ดูแลผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าต้องใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด มีผ้าปิดจมูก และใส่แว่นตา เพื่อป้องกันการได้รับเชื้อจากผู้ป่วย

ทั้งนี้ หากใครที่ชอบเลี้ยงสุนัขและแมวควรนำสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า รวมทั้งคนในบ้านควรไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าไว้แต่เนิ่นๆ และหากโดนสุนัขหรือแมวจากที่อื่นเลียหรือกัดควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาและติดตามอาการต่อไป

น้ำมันคาโนลาคืออะไร ผลิตมาจากอะไร และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง


สำหรับในปัจจุบันที่ผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจในสุขภาพกันมากขึ้น ดังนั้น ในเรื่องของอาหารการกินก็เฉกเช่นเดียวกัน เรียกว่าสมัยนี้เอาใจใส่กันตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นในการทำอาหารกันเลยทีเดียว อย่างเช่นการเลือกใช้น้ำมันมาประกอบอาหาร ซึ่งน้ำมันเพื่อสุขภาพที่ใช้กันอยู่ในบ้านเราก็มีหลากหลายประเภทให้ได้เลือกกัน ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันรำข้าว, น้ำมันดอกทานตะวัน, น้ำมันมะกอก และรวมทั้งน้ำมันคาโนลา โดยเฉพาะน้ำมันคาโนลานี้เรียกได้ว่ากำลังเป็นที่นิยมในบ้านเราเลยทีเดียว
น้ำมันคาโนลาคืออะไร?
สำหรับน้ำมันคาโนลา (Canola Oil) นั้นเป็นน้ำมันนำเข้าที่ได้จากการนำเมล็ดของต้นคาโนลามาผลิตเป็นน้ำมันเพื่อสุขภาพ ซึ่งเจ้าต้นคาโนลานี้เป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแคนาดา โดยมีนักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดาได้ริเริ่มนำต้นเรปซีดมาทำการดัดแปลงพันธุกรรมจนกระทั่งเกิดเป็นต้นคาโนลาดอกสีเหลืองๆ และต้นนี้สามารถปลูกเจริญเติบโตได้ดีในช่วงหน้าหนาว เนื่องจากเป็นสภาวะอากาศที่เหมาะสมในการเพาะปลูกนั่นเอง
ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าในประเทศเมืองหนาวอย่างโซนยุโรป หรือแคนาดา และจีน มักจะเพาะปลูกต้นคาโนลากันมาก จนถึงขนาดที่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งตลาดรายใหญ่ของน้ำมันคาโนลาเลยทีเดียว ทั้งนี้ ในปัจจุบันผู้คนเริ่มหันมารับประทานน้ำมันคาโนลากันมากขึ้น โดยส่วนใหญ่มักใช้กับอาหารประเภทเค้ก, ขนมปัง, ช็อกโกแลต, ลูกอม หรือมาร์การีน เป็นต้น รวมทั้งอาหารอื่นๆ อีกมากมาย

ประโยชน์ของน้ำมันคาโนลามีอะไรบ้าง?
– ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล รวมถึงไขมันชนิดเลวออกจากร่างกาย ไม่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้ไม่เสี่ยงต่อภาวะของการเกิดโรคหัวใจอุดตัน หรือไขมันในเส้นเลือดอุดตันนั่นเอง
– ช่วยให้ความจำดี ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ หรือภาวะสมองเสื่อมได้ดี
– ช่วยป้องกันโรคร้ายอย่างมะเร็งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ภายในร่างกายของเรา เนื่องจากในตัวของมนุษย์เราทุกคนต่างมีเซลล์มะเร็งอยู่ในตัวด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่หากเราเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ดีเข้าไปก็จะเป็นการกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งก่อตัวขึ้น แต่หากเราเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ก็จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง หรือไม่กลายเป็นเนื้อร้ายนั่นเองทั้งนี้ น้ำมันคาโนลานั้นยังไม่สามารถผลิตได้เองในบ้านเรา ยังคงเป็นสินค้านำเข้าซึ่งทำให้มีราคาค่อนข้างแพง แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีราคาสูงก็ตาม แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นน้ำมันที่กำลังฮอตฮิตเป็นที่นิยมอย่างมาก ด้วยคุณสมบัติที่ดีต่อสุขภาพ ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย จึงทำให้กลายเป็นที่นิยมดังเช่นปัจจุบันนั่นเอง

วิธีทำความสะอาดมู่ลี่ ให้สะอาดเอี่ยมอ่อง


มู่ลี่ (Venetian Blinds) เป็นอุปกรณ์บังแสงแดด และพรางสายตาจากบุคคลภายนอก ที่มีลักษณะการใช้งานคล้ายกับผ้าม่าน แต่มูลี่จะมีลักกษณะเป็นแผ่นเกล็ดแบบซ้อนกัน ซึ่งแน่นอนว่าการดูแลทำความสะอาดย่อมแตกต่างกับผ้าม่านธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะมูลี่มักทำมาจากพลาสติก ที่ไม่สามารถถอดออกมาซักเหมือนผ้าปกติได้ ฉะนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีทำความสะอาดมูลี่ ที่ถูกวิธี เพื่อกำจัดฝุ่นละออง และแหล่งสะสมเชื้อโรคในบ้านเราให้หมดไป
วิธีทำความสะอาดมู่ลี่
วิธีแรก “การปัดฝุ่น” เป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด เพียงแค่ใช้ไม้ขนไก่ หรือแปรงปัดฝุ่นชนิดอื่นๆ ค่อยๆปัดเบาๆบนแผ่นพลาสติกของมู่ลี่ โดยให้ไล่จากด้านบนลงมาบริเวณด้านล่าง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยขจัดฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ให้หลุดออกได้อย่างง่ายๆแล้ว แต่ทว่าวิธีนี้เหมาะสำหรับมู่ลี่ที่มีฝุ่นเกาะอยู่ไม่หนามาก และไม่มีคราบสกปรกเกาะอยู่
วิธีที่สอง “การเช็ดคราบ” หากพบว่าบนพลาสติกของมู่ลี่ที่บ้านคุณ มีฝุ่นละอองเกาะเป็นแผ่นหนา รวมทั้งมีคราบสกปรกเกาะอยู่ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการทำความสะอาด คุณสามารถใช้ฟองน้ำชุบน้ำสบู่อ่อนๆ หรืออาจใช้ทิชชูเปียก มาเช็ดเบาๆให้ทั้วมู่ลี่ จากนั้นให้นำผ้าสะอาดที่แห้ง มาซับคราบน้ำสบู่ออกจนแผ่นพลาสติกของมู่ลี่แห้งสนิท ก็จะทำให้มู่ลี่ของเราสะอาดเหมือนใหม่แล้ว

วิธีที่สาม “การถอดล้าง” สำหรับมู่ลี่ของใคร ที่อยู่ในสภาพสกปรกเกินทน วิธีการทำความสะอาดที่ง่ายที่สุดคือ การถอดมู่ลี่ออกมาล้าง โดยปลดมู่ลี่ที่ติดอยู่บริเวณหน้าต่างออกมา นำไปวางแผ่ไว้ในที่โล่งแจ้ง จากนั้นใช้สายยางฉีดพรมน้ำให้ชุ่ม และบีบน้ำยาล้างจานลงไป อาจใช้ฟองน้ำค่อยๆเช็ดถูคราบสกปรกที่ติดอยู่ออกให้หมด แล้วล้างฟองน้ำยาล่างจานจนสะอาด พึ่งแดดและลมจนแห้งสนิท จึงสามารถนำกลับไปติดบริเวณหน้าต่างได้ดังเดิม

เพียงคุณทดลองทำความสะอาดมู่ลี่ตามวิธีที่ได้แนะนำไว้ข้างต้น ก็จะสามารถช่วยให้การทำความสะอาดมู่ลี่ของคุณในครั้งนี้และครั้งต่อๆไปเป็นเรื่องที่ง่ายดายขึ้น แถมยังช่วยลดแหล่งสะสมของเชื้อโรคและฝุ่นละอองในบ้านของคุณให้หมดไป เท่านี้คุณก็สามารถใช้เวลาอยู่ในบ้านได้อย่างมีความสุขแล้ว

วิธีทําความสะอาดถังน้ำดื่ม ให้สะอาดและปลอดภัย
การทำความสะอาดภาชนะอย่างถังน้ำนั้นเราควรที่จะคำนึงในเรื่องความปลอดภัยของผู้ที่บริโภคหรือผู้ที่เอามาใช้ต่อเป็นหลัก เนื่องจากน้ำส่วนใหญ่ที่บรรจุอยู่ในถังนั้นเป็นน้ำที่เรานำมาดื่มกิน จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่เราจะนำถังน้ำดื่มมาทำความสะอาดด้วยสารเคมี ถึงแม้ว่ามันจะทำให้ถังของเรานั้นสะอาดก็ตาม แต่ว่าสารตกค้างในถังที่เราใช้สารเคมีล้างไปนั้นก็จะทำให้มีสารเคมีบางส่วนตกค้างอยู่ในภานะนั้น
การใช้สารธรรมชาติหรือวัตถุดิบจากธรรมชาติมาล้างถังน้ำดื่มก็จะช่วยให้ถังน้ำดื่มนั้นปลอดภัยและสะอาดไม่แพ้การใช้สารเคมีล้าง และข้อสำคัญก็คือผู้ที่นำมาดื่มหรือนำมาใช้ต่อนั้นก็จะรู้สึกมั่นใจและปลอดภัยเป็นอย่างมาก วันนี้เราก็มีวิธีและเคล็ดลับดีๆที่จะช่วยให้ถังน้ำของเรานั้นสะอาดใสและใหม่อยู่ตลอด
วิธีทําความสะอาดถังน้ำดื่ม
1. ต้มน้ำร้อนเทลงไปในถังเล็กน้อยเพื่อให้คราบอ่อนตัวลง ไม่ควรใส่น้ำร้อนมากเกินไปจะทำให้ถังเกิดความเสียหาย
2. ใส่ทรายละเอียดประมาณ 1 ถ้วยตวง จากนั้นเขย่าให้ทรายขัดคราบที่อยู่ในถังออกให้หมด
3. จากนั้นใส่น้ำสมสายชูพร้อมกับเกลือลงไปและเขย่าเพื่อขัดผิวของถังน้ำที่เราไม่สามารถเข้ามาทำความสะอาดได้ถึง
4. จากนั้นก็ล้างด้วยน้ำสะอาด จะเห็นได้ว่าถังน้ำของเราสะอาดและปราศจากเชื้อโรคอย่างแน่นอน

เพียงแค่ใช้วิธีทําความสะอาดถังน้ำดื่ม ดังที่ทางเราได้แนะนำไปถังน้ำดื่มก็จะสะอาดไร้สารเคมีตกค้าง ช่วยให้ปลอดภัยต่อสิ่งสกปรกจากสิ่งตกค้างในถังน้ำได้เป็นอย่างดี

เห็ดกระถินพิมาน พืชมหัศจรรย์ ยับยั้งเซลล์มะเร็ง


มีเสียงร่ำลือบอกต่อกันมาว่า “เห็ดกระถินพิมาน” เห็ดป่าที่ชาวบ้านในหลายจังหวัดไปพบเข้านั้น มีสรรพคุณรักษาสารพัดโรค แต่ที่ทำให้คนฮือฮากันก็คือ มีคำกล่าวอ้างที่ว่า มันสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ ทำให้ในต่างประเทศซื้อขาย “เห็ดกระถินพิมาน” กันในราคาสูงลิบลิ่ว ถึงกิโลกรัมละ 3-5 ล้านบาท

จริง ๆ แล้ว “เห็ดกระถินพิมาน” สามารถรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ เรามาเจาะลึกสรรพคุณของเห็ดป่าราคาแพงชนิดนี้กันค่ะ…

“เห็ดกระถินพิมาน” (Phellinus igniarius) หรือที่ชาวบ้านในภาคเหนือเรียกว่า คะยา หรือ หนามขาว ชาวสุโขทัย เรียกว่า กระถินป่า หรือ กระถินวิมาน ชาวภาคกลางเรียก กระถินหางกระรอก หรือ กระถินพิมาน นั้น มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Fomes rimosus (Berk.) Cooke. เป็นเห็ดในตระกูล olyporaceae เป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม สูงประมาณ 8-10 เมตร มักขึ้นตามป่าละเมาะ หรือป่าเบญจพรรณที่แห้งแล้ง อย่างในประเทศไทยก็พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ลักษณะทั่วไปของ “เห็ดกระถินพิมาน” จะมีลำต้นเป็นสีน้ำตาล มีหนามใบเล็กละเอียดออกตามก้านใบสลับตรงกันข้าม ใบของ “เห็ดกระถินพิมาน” จะเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกดอกเป็นพู่สีขาวอมม่วง ปลายเป็นขนสีเหลืองส่งกลิ่นหอม ฝักแบนโค้งสีน้ำตาล ส่วนดอกเห็ดจะมีลักษณะแข็งเหมือนเนื้อไม้ ไม่มีก้าน และเจริญออกมาจากลำต้นไม้ในลักษณะเป็นก้อนครึ่งวงกลม
ทั้งนี้ ตามตำรับยาสมุนไพร ระบุไว้ว่า ส่วน “ราก” และ “ต้น” ของ “เห็ดกระถินพิมาน” สามารถนำไปใช้ทำยาได้หลากหลายอาการ คือ ส่วนราก ซึ่งมีรสฝาดเฝื่อน สามารถนำไปแก้พิษสัตว์กัดต่อย แก้พิษงูได้ ขณะที่ลำต้น จะใช้ “เห็ด” ซึ่งมีรสเมาเบื่อ ไปแก้ไข้พิษ ไข้กาฬ ถ้านำเห็ดไปฝนกับน้ำปูนใสหรือเหล้าแล้วนำไปหยอดหู จะแก้ปวดหู แก้พิษฝีในหูได้ นอกจากนั้น ยังสามารถนำมาทาบาดแผลที่เน่าเปื่อย น้ำเหลืองเสีย สามารถแก้เริม แก้งูสวัดได้อีกด้วย

ส่วนที่มีเสียงร่ำลือว่า “เห็ดกระถินพิมาน” สามารถรักษาโรคมะเร็งได้นั้น ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันไบโอเทคและเห็ด มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ และผู้อำนวยสถาบันอานนท์ไบโอเทค ผู้เชี่ยวชาญเห็ด องค์การค้าโลกแห่งสหประชาชาติ ปี พ.ศ.2524-2548 ซึ่งเคยประสบความสำเร็จในการเพาะ “เห็ดกระถินพิมาน” มาแล้ว ให้ข้อมูลว่า เห็ดดังกล่าวมีสรรพคุณในการยับยั้งเซลล์มะเร็งจริง เพราะมีสารโพลีแซคคาไลน์ สารไตรโตรปินอย สารเนเชอรัลสเตอรอยด์ ที่เข้าไปช่วยยับยั้งการโตของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งปอด

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่ากิน “เห็ดกระถินพิมาน” แล้วจะสามารถรักษาโรคมะเร็งได้เลย เพราะต้องนำเห็ดมาผ่านกรรมวิธีการหมักด้วยจุลินทรีย์ก่อน เพื่อให้ได้ผลดี รวมทั้งยังต้องควบคุมการรับประทานอาหารควบคู่ไปด้วย การใช้ “เห็ดกระถินพิมาน” รักษามะเร็งจึงจะสัมฤทธิ์ผล และนอกจากโรคมะเร็งแล้ว งานวิจัยก็ยังพบว่า “เห็ดกระถินพิมาน” สามารถรักษาโรคเบาหวาน สร้างเม็ดเลือด แผลพุพอง ภูมิแพ้ ไข้หวัดใหญ่ ผื่นคัน ไขข้ออักเสบ ได้เช่นกัน

ดร.อานนท์ ยังบอกด้วยว่า ในอดีต ประเทศไทยพบ “เห็ดกระถินพิมาน” ในจังหวัดสกลนคร และแถบอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย แต่ชาวบ้านไม่รู้ว่านี่คือเห็ด นึกว่าเป็นไม้แห้ง จึงไม่ได้สนใจ และนำไปทำฟืนแทน ก่อนที่ชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยจะไปพบเข้า จึงนำเห็ดดังกล่าวไปสกัดเป็นยาในต่างประเทศ แล้วส่งกลับมาขายในประเทศไทย จึงถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะเห็ดชนิดนี้ในต่างประเทศซื้อขายกันในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 3 ล้านบาทเลยทีเดียว

ดอกดุสิตา หรือ หญ้าข้าวก่ำน้อย พรรณไม้งาม ใช้บำรุงเลือด


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ , โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

พูดถึงชื่อ”หญ้าข้าวก่ำน้อย” ชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือน่าจะคุ้นชื่อนี้อยู่บ้าง เพราะเป็นพืชที่พบได้ตามภูเขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูฝนราวเดือนกันยายนไปจนถึงสิ้นปี แต่สำหรับคนในภาคอื่น ๆ อาจจะไม่คุ้นกับพันธุ์ไม้ชนิดนี้มากนัก กระปุกดอทคอม จึงจะพาไปรู้จัก “หญ้าข้าวก่ำน้อย” พร้อมด้วยสรรพคุณทางยาที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ

“หญ้าข้าวก่ำน้อย” หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “ดุสิตา” นามไพเราะที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานไว้เมื่อครั้งเสด็จ ณ ทุ่งดอกไม้ป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร เป็นพืชในวงศ์เลนติบูลาริเอซีอี (LENTIBULARIACEAE) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “tricularia delphinioides Thorel ex Pellegr.” ซึ่งถือเป็นพืชประจำเขตร้อน สามารถดักจับแมลงกินป็นอาหารได้ มักขึ้นในบริเวณพื้นดินที่เปียกชื้น ชื้นแฉะ อย่างบริเวณใกล้หนองน้ำ หรือตามลานหินโล่งกว้างมีน้ำขัง ในป่าสน ปาเต็งรัง

สำหรับในประเทศไทยพบต้นดุสิตาขึ้นได้ที่ภูเขาในจังหวัดสกลนคร ชัยภูมิ ศรีสะเกษ เลย อุบลราชธานี โดยเฉพาะที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงฤดูหนาว ต้นดุสิตาจะออกดอกสีม่วงเต็มท้องทุ่ง ดูแล้วสวยงามเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง และนอกจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว เรายังสามารถชมความงดงามของต้นดุสิตาได้ที่จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด

ทั้งนี้ ในแต่ละท้องถิ่นอาจเรียกชื่อต้นดุสิตาแตกต่างกันไป เช่น ในจังหวัดเลยจะเรียก “หญ้าเข็ม” หรือในพื้นที่อื่นก็อาจเรียกว่า “ดอกขมิ้น”

ลักษณะของต้นดุสิตา

ต้นดุสิตา เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก สูงเต็มที่ไม่เกิน 25 เซนติเมตร มีอายุเพียงแค่ 1 ปี แต่สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยเมล็ดและยกกอ โดยส่วนต่าง ๆ จะมีลักษณะดังนี้

ใบ : เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว เรียงสลับ มีลักษณะคล้ายใบหอกกลับ กว้างประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ปลายใบกลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยง มีเส้นกลางใบ 1 เส้น ไม่มีก้านใบ เมื่อโตได้ระยะหนึ่ง ใบจะเปลี่ยนเป็นม้วนกลมเพื่อดักจับแมลง

ถุงดักจับ : ใช้สำหรับจับแมลงกินเป็นอาหาร มีขนาดเล็ก รูปไข่ขวาง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 มิลลิเมตร มีรยางค์ 2 เส้น ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ก้านถุงดักจับยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ผิวเกลี้ยง แกนช่อดอกยาวได้ถึง 10 เซนติเมตร ผิวเกลี้ยง มีดอกย่อยจำนวน 1-10 ดอก ก้านดอกย่อยยาวได้ถึง 6 มิลลิเมตร ใบประดับเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่ กว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ปลายแหลม ขอบเรียบ

ดอก : ออกเป็นช่อสีม่วง แทงขึ้นจากโคนกอ มีดอกย่อย 2-5 ดอกเรียงสลับกัน มักออกดอกในช่วงปลายหน้าฝนคือราว ๆ เดือนกันยายน ไปจนถึงหน้าหนาวในช่วงเดือนธันวาคม

กลีบดอก : เชื่อมติดกันเป็นรูปปากเปิด สีม่วงเข้ม กลีบปากด้านบนรูปเกือบกลม กว้างประมาณ 12 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 9 มิลลิเมตร ปลายแหลม

กลีบเลี้ยง : มี 2 กลีบ สีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันที่ฐาน แฉกกลีบเลี้ยงขนาดไม่เท่ากัน กลีบด้านบนเป็นรูปไข่ปลายแหลม ส่วนกลีบด้านล่างเป็นรูปไข่แกมใบหอก ปลายเว้าบุ๋ม กว้าง 3-3.5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร ขอบเรียบ

เกสรตัวผู้ : มี 2 อัน ติดอยู่ที่ฐานของกลีบปากด้านบน มีลักษณะแบน ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร อับเรณูยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร มีรอยคอดตรงกลาง

เกสรตัวเมีย : มี 1 อัน รังไข่ทรงกระบอกแบน กว้างประมาณ 0.9 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ภายในมี 1 ห้อง มีออวุลจำนวนมากที่ติดฐาน มีก้านเกสรเพศเมีย 1 อัน แต่สั้นมาก ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็น 2 ปาก ขนาดไม่เท่ากัน รูปครึ่งวงกลม และรูปปลายตัด

ผล : เป็นรูปทรงรีคล้ายแคปซูล กว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร เมื่อผลแก่แห้งแล้วจะแตกออก ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กอยู่เป็นจำนวนมาก

เมล็ด : เป็นรูปไข่ ยาวประมาณ 0.3 มิลลิเมตร

สรรพคุณทางยา

สำหรับสรรพคุณทางยาของต้นดุสิตานั้น ที่เห็นเด่นชัดก็คือ เป็นยาสมุนไพรใช้บำรุงเลือด ดังนั้น ชาวบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือในสมัยก่อนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบเลือด จะนำดอกดุสิตา รวมทั้งส่วนอื่น ๆ ของต้นมาต้มน้ำดื่ม เพื่อช่วยบำรุงเลือดลมในร่างกาย ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง

เห็นแล้วใช่ไหมว่าพรรณไม้หลาย ๆ ชนิด นอกจากจะมีส่วนดอกที่ดูสวยงามน่ามองแล้ว ส่วนอื่น ๆยังนำไปทำเป็นยาสมุนไพรให้ประโยชน์ต่อร่างกายด้วย อย่างเช่น “ต้นดุสิตา” สีม่วงสวย ๆ แบบนี้ล่ะค่ะ

ข่า…ยาดีคู่ครัวไทย


ข่า…ยาดีคู่ครัวไทย (หมอชาวบ้าน)
โดย ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

“ข่า” เครื่องเทศสมุนไพรเก่าแก่ ที่คนไทยทั้งกินทั้งใช้กันมานานนับร้อยนับพันปี

มีชื่อสามัญที่ฝรั่งใช้เรียก คือ alanga ginger หรือ alanga alangal บางครั้งก็เรียกตามเราว่า kha หรือ ka ด้วย แสดงให้เห็นว่า “ข่า” เป็นสมุนไพรที่เกี่ยวพันกับคนไทยอย่างแน่นแฟ้น จนฝรั่งต้องตั้งชื่อตามเลยทีเดียว เราสามารถพูดอย่างภาคภูมิใจได้ว่า เรื่องการใช้ข่าแล้ว ไม่มีใครเก่งเท่าคนไทย

การใช้ “ข่า” เป็นเครื่องเทศ คนไทยนิยมใช้มากกว่าขิง อาจเพราะข่าปลูกขึ้นง่าย ทนทานไม่ต้องการการดูแลอะไรมากนัก มีอายุยืนยาว ไม่มีการลงหัว สามารถขุดมากินมาใช้ได้ตลอดปี ดังนั้น คนไทยจึงมีการกินและใช้ข่าในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เป็นทั้งเครื่องเทศดับกลิ่นคาว โดยใช้หัวข่าใส่ในต้มยำ ต้มข่า ต้มแซ่บ ใส่ในหม้อก๋วยเตี๋ยว เครื่องแกง น้ำพริกต่าง ๆ นอกจากนี้ เรายังกินหน่อข่า ดอกข่า เป็นผักแกล้ม ใส่ในข้าวยำของคนใต้ โดยใช้ใบข่าซอยใส่ลงไปหรือคั้นน้ำจากใบใส่ลงไปด้วย เป็นต้น

ในทางยา “ข่า” มีรสเผ็ดปร่า มีน้ำมันหอมระเหย มีกลิ่นหอมฉุนแรง คนไทยใช้ข่าเป็นยารักษาอาการเจ็บป่วยในแทบทุกระบบของร่างกาย อาทิ


ระบบทางเดินอาหาร

ข่าช่วยย่อย ช่วยขับลม แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้ลมป่วง แก้บิด ขับน้ำดี แก้สะอึก ดังนั้น ข่าจึงเป็นเครื่องเทศหลักคู่ครัวไทยเป็นสมุนไพรที่จะไปบำรุงไฟธาตุ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความแข็งแรงของร่างกาย ในกรณีที่จุกเสียดท้อง ปวดท้อง สามารถนำข่ามาทำเป็นยาผง ยาลูกกลอน ยาต้ม ยาชงกินก็ได้ หรือจะนำข่ามาตำ หรือฝนกับเหล้าหรือน้ำปูนใสกินเพื่อรักษาอาการดังกล่าวก็ได้ผลดียิ่ง

ระบบทางเดินหายใจ

ข่าช่วยแก้ไอ แก้หวัด ลดน้ำมูก แก้หอบหืดได้เช่นเดียวกับขิง เนื่องจากการที่มีรสร้อน จึงเหมาะที่จะปราบหวัดที่มากับหน้าหนาวได้เป็นอย่างดี คนสมัยก่อนนิยมนำข่ามาต้มน้ำ เป็นยากินเพื่อแก้หวัดลดน้ำมูก ในส่วนของการใช้แก้ไอ นิยมฝนข่ากับน้ำผึ้งกินเพื่อกัดเสลด โดยอาจเจือน้ำมะนาวกับเกลือลงไปเล็กน้อย นอกจากนี้ข่ายังช่วยขยายหลอดลมได้อีกด้วย

ระบบหัวใจและหลอดเลือด

ข่าเป็นยาร้อนทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี มีกำลังวังชา ช่วยขับเลือดเสียในหญิงหลังคลอด ช่วยขับเหงื่อ

ระบบประสาท

ข่าช่วยลดอาการปวด ไม่ว่าจะแก้ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ ปวดฟัน รำมะนาด ปวดท้อง ปวดท้องประจำเดือน รวมทั้งอาการปวดบวม ซึ่งถ้ามีอาการเท้าแพลง ปวดกล้ามเนื้อ คนสมัยก่อนจะตำข่ามาพอกบริเวณที่มีอาการข่าเป็นส่วนประกอบสำคัญของยากิน ยาประคบ อบ อาบ พอก เพื่อแก้อาการปวดและลดการอักเสบ

ถึงแม้จะไม่มีสมุนไพรตัวอื่น ๆ เลย แต่ขอให้มีข่าตัวเดียวก็ใช้ได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น การทำตำรับยาแก้เมื่อย ลุกไม่ได้ จะใช้ข่ามาตำ เอาน้ำมวก (น้ำที่เหลือจากการแช่ข้าวเหนียวก่อนนำไปนึ่ง) เป็นน้ำคั้น แล้วเอาไปทาตามเส้นของผู้ป่วย

ระบบผิวหนัง

ข่าแก้ลมพิษ แก้ผดผื่นคัน แก้กลากเกลื้อน แมลงสัตว์กัดต่อย พิษแมลงมุม เป็นต้น ซึ่งการใช้ข่าในด้านนี้ ต้องเป็นข่าแก่เท่านั้นจึงจะได้ผลดี

เรื่องของข่าแก้ลมพิษนี้ เป็นที่รู้กันดีในหมู่คนไทย โดยจะใช้ข่าแก่ตำใส่เหล้าขาวทาบริเวณที่เป็น แต่สำหรับการรักษาแมลงสัตว์กัดต่อยแล้ว นิยมฝนกับน้ำมะนาวทา แต่การใช้ข่าทางผิวหนังต้องมีข้อควรระวังอยู่บ้าง เนื่องจากบางคนแพ้ข่า โดยเมื่อทาแล้วถ้ามีอาการแสบร้อนก็ต้องหยุดใช้ทันที

นอกจากการใช้เป็นยาข้างต้นแล้ว ข่ายังใช้เป็นสมุนไพรฆ่าแมลงในแปลงผักได้อย่างปลอดภัย ช่วยดับกลิ่น ทั้งกลิ่นเหม็น กลิ่นคาว และกลิ่นตัวได้อย่างน่าทึ่ง ในสมัยก่อนถ้าใครมีกลิ่นตัว เขาจะแนะนำให้ใช้ข่าทั้ง ๕ ต้มอาบ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็ได้มีการนำข่ามาทำเป็นเสปรย์ข่าดับกลิ่นเท้าที่ช่วยแก้ปวดเมื่อได้อีกแรงผสมไปกับการนวดที่แผนกแพทย์แผนไทย

ปัจจุบันมีการวิจัยพบว่า ข่ามีสรรพคุณแก้ปวดแก้อักเสบที่ดีมาก และยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ต้านเนื้องอก ขยายหลอดลมน้ำมันหอมระเหยในข่ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและรา ซึ่งเป็นหลักฐานสนับสนุนสรรพคุณทางยาของข่าตามที่คนไทยใช้กันมาแต่โบราณ

“ข่า” คือ ของดีคู่บ้าน คู่ครัวไทย ปลูกกินใช้ได้ไม่ยาก ขจัดทั้งโรคภัย เจ็บป่วยไข้เมื่อใด นำมาใช้ได้ทันที

สเปรย์ข่า

สารสกัดข่า มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรีย ช่วยดับกลิ่นอับ กลิ่นไม่พึงประสงค์ และกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่เท้า ทำให้เท้ามีสุขภาพดี (หากใช้สเปรย์ข่าร่วมกับนวดเท้า จะเพิ่มประสิทธิภาพในการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดเป็นอย่างดี เมื่อฉีดพ่นแล้ว สามารถระเหยได้ง่าย ไม่ทิ้งคราบไว้บนผิว

ส่วนประกอบ : สารสกัดข่า น้ำมันจากดอกลีลาวดี

สรรพคุณ : สเปรย์เพื่อเท้าที่ผ่อนคลายและปลอดกลิ่น ทำความสะอาดและดับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ช่วยการไหลเวียนของเลือด

วิธีใช้ : ฉีดพ่นลงบนเท้าที่ทำความสะอาดดีแล้ว ถูฝ่าเท้าไปมาสักครู่จนแห้งจึงสวมถุงเท้าหรือรองเท้า สามารถใช้ทำความสะอาดเท้าก่อนการนวดเท้า

ว่านนางตัด สมุนไพรปลุกอารมณ์ทางเพศ รีเฟรชสุขภาพผู้หญิง


สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ที่อยากให้รู้จักมาก ๆ อย่างว่านนางตัด เพราะสรรพคุณของว่านนางตัดนั้นเหลือเกินจริง ๆ โดยเฉพาะกับสุขภาพผู้หญิง

ว่านนางตัดเป็นสมุนไพรที่มีมานาน แต่เพิ่งจะได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการให้คนได้รู้จักว่า สรรพคุณว่านนางตัดสามารถช่วยบำรุงกำลังผู้หญิง กระชับมดลูก ลดอาการปวดประจำเดือน อีกทั้งยังช่วยปลุกความซู่ซ่าให้เรื่องบนเตียง จนถูกยกให้เป็นไวอากร้าผู้หญิงในรูปแบบสมุนไพรไทย ซึ่งด้วยสรรพคุณของว่านนางตัดที่เจ๋งเป้งขนาดนี้ เราเลยขอนำทุกคนมารู้จักสมุนไพรว่านนางตัดให้มากขึ้น

ว่านนางตัด กับความหลากหลายของชื่อ

สมุนไพรว่านนางตัดเป็นชื่อที่เรียกกันทั่วไป โดยเฉพาะในจังหวัดสตูลและตรัง แต่ชื่อในท้องถิ่นจะถูกเรียกว่าพิลังสาหรือว่านนางสัด ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกกันในแถบจังหวัดชุมพรและนครศรีธรรมราช

ส่วนว่านนางตัดในชื่อวิทยาศาสตร์ มีชื่อว่า Labisia pumila (Blume) F.-Vill. & Naves

ลักษณะทางพันธุศาสตร์ของว่านนางตัด

ว่านนางตัดมีลักษณะของต้นเป็นไม้ล้มลุกกึ่งไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นสูงประมาณ 5-15 เซนติเมตร บริเวณลำต้น ก้านใบ และช่อดอก มีเกล็ดสีน้ำตาลแดงหนาแน่น ส่วนใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ปลายใบแหลม แผ่นใบด้านล่างมีเกล็ดสีน้ำตาลแดงกระจายอยู่ทั่วบนเส้นกลางใบ ภายในใบมีเส้นแขนงใบจำนวนมาก

ว่านนางตัดเป็นไม้พุ่มที่มีดอก ขนาดช่อดอกยาวประมาณ 2-8 มิลลิเมตร ใน 1 ช่อจะมีดอกอยู่ราว ๆ 7 ดอก กลีบดอกเป็นรูปสามเหลี่ยม มีจุดโปร่งใสกระจาย สีกลีบดอกเป็นสีขาวหรือขาวอมชมพู และมีผลทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 มิลลิเมตร ผิวด้านนอกมีต่อมเรียวยาวกระจาย

แหล่งปลูกว่านนางตัดและพื้นที่กระจายพันธุ์

ในไทยจะพบว่านนางตัดทางภาคใต้เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากว่านนางตัดมักจะปลูกได้ดีในพื้นป่าดิบชื้น มีร่มเงา ตามริมลำธารหรือพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 100-800 เมตร

ส่วนเขตการกระจายพันธุ์จะอยู่แถบกัมพูชา คาบสมุทรมลายู บอร์เนียว ชวา และเกาะสุมาตรา
ว่านนางตัด สรรพคุณนี้ที่ร่ำลือ

นายอับดล หรอหมาน หมอยาภาคใต้ได้บรรยายสรรพคุณของว่านนางตัดไว้ว่า ว่านนางตัดมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน แก้ฝ้าจากสาเหตุประจำเดือนมาไม่ปกติ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ช่วยกระชับมดลูก แก้ปัญหามดลูกหย่อนคล้อย เพิ่มการไหลเวียนโลหิต อีกทั้งยังมีสรรพคุณด้านบำรุงกำลังทางเพศในผู้หญิง โดยเฉพาะหญิงวัยกลางคนให้มีสมรรถภาพทางเพศดีขึ้น ช่วยให้เรื่องบนเตียงกลับมากระชุ่มกระช่วยอีกครั้ง

นอกจากนี้ว่านนางตัดยังช่วยแก้อาการวัยทอง เพราะจะเข้าไปปรับสมดุลการไหลเวียนโลหิตให้เป็นปกติ และสำหรับเพศชายก็ยังสามารถใช้ว่านนางตัดเป็นสมุนไพรบรรเทาอาการปวดเมื่อยร่างกาย หรือหากมีอาการโรคบิด ท้องอืด หรือโรคไขข้อ สมุนไพรอย่างว่านนางตัดก็บรรเทาและแก้อาการของโรคเหล่านี้ได้

วิธีรับประทานสมุนไพรว่านนางตัด

นำว่านนางตัดทั้งส่วนของราก ใบ และลำต้น ไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาต้มกับน้ำในปริมาณ 1 ลิตร ต้มนาน 30 นาที เสร็จแล้วให้กรองเอาแต่น้ำมาดื่มเป็นชาได้ตลอดเวลา โดยน้ำว่านจะมีรสฝาด ไม่ขม และมีกลิ่นหอมรับประทานง่าย สามารถดื่มได้ 3 เวลา ทั้งเช้า กลางวัน และเย็น

ทั้งนี้ว่านนางตัดก็เป็นสมุนไพรตัวเด็ดที่เริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อย่างประเทศมาเลเซียและซาอุดีอาระเบีย แต่อย่างไรก็ตาม การใช้สมุนไพรใด ๆ ควรศึกษาข้อมูลของสมุนไพรชนิดนั้นให้ถี่ถ้วน หรือทางที่ดีควรปรึกษากับแพทย์แผนไทยหรือแพทย์ประจำตัวก่อนใช้สมุนไพรด้วยนะคะ

ความเชื่อฝรั่ง : Dreamcatcher ตาข่ายดักฝัน

ชนเผ่าพื้นเมืองในอเมริกาหรือที่เรียกกันว่า เผ่าอินเดียนแดง มีการสร้างงานหัตถกรรมของชนเผ่าที่เชื่อกันว่าเป็นเครื่องรางดักจับความฝัน เรียกกันว่า “Dreamcatcher”มีความหมายถึง “ตาข่ายดักฝัน” หรือ “เครื่องดักความฝัน” หัตถกรรมอินเดียนแดงชิ้นนี้เชื่อกันมาตั้งแต่โบราณว่าจะช่วยกรองฝัน ให้ฝันดีอยู่กับตัว และฝันร้ายสลายไป ลักษณะของตาข่ายดักฝันหรือเครื่องดักฝันจะเป็นห่วงวงกลม ข้างในถักทอเป็นตาข่าย และด้านล่างจะประดับประดาด้วยขนนก ลูกปัด รวมทั้งเครื่องประดับเล็กๆน้อยๆอื่นๆ

ตาข่ายดักฝันมีที่มาจากอินเดียแดงเผ่าโอจิบวี(Ojibwe) หรือ ชนเผ่าชิปเปวา (Chippewa) ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองในสหรัฐอเมริกา ชนเผ่าชิปเปวาเชื่อกนว่า แมงมุมมีพลังอำนาจวิเศษที่สามารถทอใยดักจับความฝันได้เหมือนกับที่มันดักจับสัตว์เป็นอาหารนั่นเอง แม้ว่าวันเวลาที่มีการคิดสร้างตาข่ายดักฝัน ไม่มีใครรู้ที่มาว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด แต่ก็พอสันนิษฐานได้ว่าน่าจะก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 20 ไม่นาน

ชนเผ่าโอจิบวีเป็นอีกชนเผ่าหนึ่งที่นิยมประดิษฐ์สร้างตาข่ายดักฝันไว้เป็นจำนวนมาก กลายเป็นว่า ตาข่ายดักฝันเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือร่วมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชนเผ่าต่างๆที่เป็นกลุ่มน้อยอยู่ในอเมริกา จนกระทั่งมันกลายมาเป็นของขวัญของกำนัลจากร้านขายของที่ระลึกในเขตที่อยู่อาศัยของชาวอินเดียแดงในปัจจุบัน

ชาวสุรินทร์ เลียนเสียงฝนตกสร้างบรรยากาศ หลอกให้กบผสมพันธุ์

สุรินทร์ เลียนแบบเสียงฝนตก สร้างบรรยากาศ หลอกให้กบผสมพันธุ์ ขายลูกอ๊อดกบ และขายกบโต มีรายได้มากกว่าอาชีพทำนา ที่ บ้านตราด ต.คอโค อ.เมือง จ.สุรินทร์ ผู้สื่อข่าวได้พบกับ นายสมบูรณ์ หมายประโคน และ นางสาว วรรณา ศรีทองสุข ชาวบ้านซึ่งยึดอาชีพในการเลี้ยงกบ เพาะพันธุ์ลูกกบ หรือลูกอ๊อด ขายพันธุ์กบ เรียกว่า พันธุ์จาม ลักษณะตัวกบคล้ายกับกบนา

ในช่วงนี้เป็นช่วงหน้าแล้ง และมีพายุฤดูร้อน มีฝนตกฟ้าคะนอง ทั้งในช่วงกลางวัน และกลางคืน นายสมบูรณ์ จะอาศัยช่วงนี้ ในการสร้างบรรยากาศ ให้กบผสมพันธุ์แบบง่ายๆ โดยจะเริ่มให้กบผสมพันธุ์ในช่วงเวลา 2 ทุ่ม ไปจนถึง 4 ทุ่ม โดยจะนำเอา พ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบ ออกจากบ่อเลี้ยง แล้วมาขังในบ่อผสมพันธุ์ ที่ทำขึ้นเป็นการเฉพาะ ด้วยใช้ตาข่ายสีเขียว ทำเป็นกระชัง และรองด้วยพลาสติก เพื่อให้น้ำขัง และหาใบหญ้าที่มีขนมาโรยไว้ตามกระชัง จากนั้นก็ใส่น้ำลงในกระชัง และนำพ่อพันธุ์กบ แม่พันธุ์กบ ลงในกระชัง 20-30 คู่ จากนั้นก็เปิดวาวล์น้ำ ให้น้ำไหลผ่านสายยาง แบบไหลรินลงกระชัง เสียงดัง คล้ายๆ กับมีฝนตก โดยบรรยากาศ ต้องมืดสนิทและเงียบ เสียงน้ำไหลริน สร้างบรรยากาศให้กบจับคู่ผสมพันธุ์กัน

กบตัวผู้จะตัวเล็กกว่ากบตัวเมีย จะลอยเข้าหากบตัวเมีย กระโดดเกาะเอวกบตัวเมีย เมื่อผสมพันธุ์กันแล้ว กบตัวผู้ก็จะถีบตัวออกไปจากกบตัวเมีย และวางไข่ทันทีและไข่กบก็จะไปเกาะตามต้นหญ้าใบมีลักษณะเป็นขน จากนั้นในช่วงเช้า ก็จะแยกเอาตัวพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ออก ไป คงเหลือแต่ไข่กบ และออกเป็นลูกอ๊อด หรือลูกกบอ่อน และในเวลา 1 เดือน ลูกอ๊อด จะสามารถจำหน่ายได้ ราคาตัวละ 1 บาท 50 สตางค์ ขายดีมาก จนผลิตไม่พอจะขาย คนที่ชื้อไปก็นำไปเลี้ยง อีก 3 เดือน ก็ขายเป็นกบรุ่นได้ ในราคา 70-80 บาท